เรามี 16 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
Facebook FanPage
เข้าสู่ระบบ
เว็บสหธรรมมิก
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้1317
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้824
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้2141
mod_vvisit_counterสัปดาห์ก่อน6827
mod_vvisit_counterเดือนนี้18941
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว29028
mod_vvisit_counterทั้งหมด810728

We have: 16 guests online
Your IP: 54.196.182.102
 , 
Today: ธ.ค. 18, 2017

free counters

qrcode
คุยกับเจ้าหน้าที่
หน้าหลัก บทความ/สาระน่ารู้ บทความธรรมะ อานาปานัสสติภาวนา แบบ "พุทโธ" ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

อานาปานัสสติภาวนา แบบ "พุทโธ" ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

การทำสมาธิแบบอานาปานัสสติที่พระอาจารย์มั่นได้อบรมสั่งสอนนั้นสามารถกระทำได้ทั้งอิริยาบถนั่งและเดินจงกรม

วิธีนั่งสมาธิ

     การนั่งสมาธิเริ่มด้วยการนั่งขัดสมาธิเอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ตั้งจิตให้ตรง สำรวมจิต นึกว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์อยู่ที่ใจ ไม่กังวลหรือนึกคิดเรื่องอื่น การนั่งควรหลับตา เพื่อกันมิให้จิตฟุ้งซ่านไปข้างนอกทางสายตา แต่ถ้าผู้ใดง่วงอาจลืมตามองที่ปลายจมูกของตนได้

     เริ่มต้นทางจิตภาวนาโดยตั้งความรู้สึก คือ จิตลงเฉพาะหน้า หรือเรียกว่าปัจจุบันธรรม มีสติระลึกอยู่กับใจ ตรวจจิตตนเองว่า กำลังติดอยู่ในอารมณ์ใด พิจารณาไม่ลำเอียงในความคิดน่ารักน่าชัง ตั้งสติเอาไว้ตรงกลาง แล้วนึกบริกรรมภาวนาในใจคำใดคำหนึ่ง เป็นต้นว่า “พุทโธ ธัมโม สังโฆ ๆ ๆ” สามจบ แล้วรวมลงในคำเดียวว่า “พุทโธ ๆๆๆ” เป็นอารมณ์เฉพาะ ไม่ให้เผลอจนจิตเข้าสู่ภวังค์ ทั้งนี้การบริกรรมภาวนาดังกล่าวจะเป็นสิ่งกำกับใจเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวของใจในเวลาต้องการความสงบในเบื้องต้น

     การกำหนดลมหายใจนั้น ให้กำหนดความรู้สึกในลมหายใจเข้า–ออก ซึ่งในส่วนนี้ ครู อาจารย์สายนี้บางท่านก็ให้กำหนดจิตพิจารณาลมหายใจเข้า–ออก โดยหายใจเข้าให้ภาวนา “พุท” พอหายใจออกให้ภาวนา “โธ” ฐานลมมี 3 จุด คือ ต้นลมคือปลายจมูก กลางลมคือ ท่ามกลางอก และปลายลมอยู่ที่ท้อง  ในขณะที่ภาวนาอานาปานัสสติไปนี้ ต่อมาเมื่อจิตเป็นสมาธิ ลมหายใจจะดับไปในความรู้สึก กล่าวคือ ลมละเอียด จิตรวมเป็นหนึ่งในอารมณ์เดียวเริ่มเข้าสู่ภวังค์  การสังเกตว่า จิตเข้าสู่ภวังค์นั้นจะมีอาการต่างๆ กัน บางคนรวมลงไปทันที บางคนก็เกิดความสว่างขึ้นมาด้วย คำบริกรรมภาวนาก็เลือนหายไป แต่รู้สึกกายเบา ใจเบา สบายปลอดโปร่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ ให้หยุดคำภาวนาและตั้งมั่นในจิตให้เป็นหนึ่งอยู่กับที่ ไม่เผลอสติกำหนดอยู่อย่างนั้น จนกว่าจะรู้สึกเหนื่อย เรียกขั้นตอนนี้ว่า ภาวนาอย่างละเอียด

     การที่เกิดภวังคจิตนั้น อาจจะมีนิมิตต่างๆ มาปรากฏในขณะจิตนั้นให้กำหนดจิตไว้ให้ดี ไม่ตกใจหรือกลัว เพราะสิ่งที่ปรากฏมิใช่สิ่งเที่ยงแท้ เป็นเพียงเงาๆ พอเห็นปรากฏก็จะหายไปเอง วิธีการแก้นิมิตนั้นกระทำได้คือ นิ่งเฉยไม่หวั่นไหว แต่ครั้นเมื่อสมาธิกล้าขึ้นก็ให้พิจารณาความไม่เที่ยงของนิมิตที่ปรากฏ จนกระทั่งยกขึ้นสู่การพิจารณาไตรลักษณ์ ให้เห็นเป็นสภาวธรรมที่มีจิตเป็นเพียงผู้รู้ ทำจิตเป็นอุเบกขา ละวางอารมณ์ต่างๆ เสีย ในการนั่งสมาธินี้ ครูบาอาจารย์บางท่าน อาจจะมีขั้นตอนเบื้องต้นให้ปฏิบัติก่อนนั่งหลับตา คือ ให้สมาทานศีล สวดมนต์รำลึกถึงพระรัตนตรัยแผ่เมตตาจิตไปยังมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย แล้วรวมใจ กำหนดจิตที่จะทำสมาธิ ตัดความกังวลในใจออกไป

วิธีออกจากสมาธิ

     เมื่อจะออกจากสมาธิ ให้กำหนดจิตให้มีสติว่า เบื้องต้นเราได้ทำอะไรลงไป ตั้งสติกำหนดจิตอย่างไร พิจารณาอย่างไร ครั้นเมื่อใจสงบได้สติแล้วก็กำหนดจิตออกจากสมาธิและควรจะประคองให้ดีตลอดทุกอิริยาบถ นั่ง นอน ยืน เดิน

การเดินจงกรม

     การเดินจงกรมเป็นอีกอิริยาบถหนึ่งของการทำสมาธิ วิธีการเดินจงกรมตามแบบของพระอาจารย์มั่นมีหลักเกณฑ์เบื้องต้นคือ

     -ทิศทางการเดินจงกรม ท่านได้อ้างยึดเอาตามแนวอริยประเพณีในสมัยพุทธกาล โดยท่านสอนให้เดินไปตามตะวันหรือเยื้องตะวันไปทางทิศเหนือหรือทิศใต้ ซึ่งก็คือตามแนวทิศตะวันตก – ตะวันออก และแนวทิศตะวันตกเฉียงใต้ – ตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนแนวทิศเหนือ -  ใต้ ท่านกล่าวว่า ไม่ควรเดิน

     -ระยะทางสั้นยาวของทางเดินจงกรมนั้นไม่ได้จำเพาะว่าควรเป็นเท่าใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานที่ด้วย แต่โดยความเหมาะสมทั่วไป อย่างสั้นไม่ควรต่ำกว่า 10 ก้าวเดิน ขนาดยาวระหว่าง 25-30 ก้าวเดิน

     -ในการเดินจงกรมอาจจะครองผ้าอย่างมิดชิดหรือเพียงบางส่วน เช่น นุ่งผ้าสบง ใส่เฉพาะอังสะ ไม่ต้องครองผ้าจีวรก็ได้ ตามแต่ความเหมาะสมของสถานที่

     เมื่อจะเริ่มเดินจงกรม โดยกำหนดทิศทางไว้เรียบร้อยแล้ว ผู้เดินควรจะประณมมือระหว่างคิ้ว ระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันเป็นที่พึ่งที่ระลึกของจิตใจ ตลอดจนคุณของบิดามารดา อุปัชฌาย์อาจารย์ ผู้มีอุปการคุณทั้งหลาย จากนั้นก็ตั้งจิตรำพึงถึงความมุ่งหมายที่จะได้บำเพ็ญเพียรด้วยการเดินจงกรม เช่น กำหนดจิต ตั้งสัตย์ อธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าจะตั้งใจปฏิบัติเพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับทั้งพระธรรมและพระอริยสงฆ์สาวก ขอให้จิตใจของข้าพเจ้าสงบระงับ ตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีปัญญาเฉลียวฉลาด รู้แจ้งแทงตลอดในคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกประการเทอญ”  แล้วปล่อยมือลงเอามือขวาทับมือซ้ายทาบกันไว้ใต้สะดือตามแบบพุทธรำพึง ทอดสายตาลงต่ำ ท่าสำรวม ตั้งสติกำหนดจิตและธรรมที่เคยนำมาบริกรรมกำกับใจ ตามแบบที่เคยภาวนาในท่านั่งสมาธิหรือท่าอื่นๆ มาแล้ว จากนั้นก็เดินจงกรมจากต้นทางไปถึงปลายทางที่กำหนดเดินกลับไปกลับมา ในท่าสำรวมไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป มีสติอยู่กับบทธรรมหรือสิ่งที่พิจารณาอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ส่งจิตไปที่อื่น ไม่เดินแกว่งแขนหรือเอามือขัดหลัง ไม่จำเป็นต้องนับก้าวเดิน เพราะบางครั้งอาจจะต้องยืนนิ่งเพื่อพิจารณาหรือรำพึงธรรมให้เข้าใจแจ่มแจ้งก่อน จึงจะก้าวต่อไปก็มี ซึ่งอาจจะใช้เวลานาน การเดินจงกรมโดยทั่วไปนี้ ไม่กำหนดเวลาว่าจะยาวนานแค่ไหน แต่ตามที่พระธุดงค์สายท่านพระอาจารย์มั่น กำหนดโดยมากครั้งละ 1 ชั่วโมงขึ้นไป

 

 
ดาวน์โหลด