เรามี 14 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
หน้าหลัก Forum
ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป
ชื่อสมาชิก รหัสผ่าน: จดจำข้อมูลการเข้าระบบ

พุทธวิธีคลายเครียด
(1 จำนวนผู้เยี่ยมชม) (1) บุคคลทั่วไป
เป็นบทความธรรมะ ที่อ่านช่วยผ่อนคลายความเครียดได้
  • หน้าที่:
  • 1

กระทู้: พุทธวิธีคลายเครียด

พุทธวิธีคลายเครียด 4 ปี, 6 เดือน ที่ผ่านมา #4

  • admin
  • ออฟไลน์
  • Administrator
  • จำนวนโพส: 12
  • พลังน้ำใจ: 0
พุทธวิธีคลายเครียด >>>
ความเครียดเป็นเสมือนไฟสุมขอน คือกรุ่นลึกภายใจ ความเครียดเกิดจากการเก็บสะสมอารมณ์ร้าย อารมณ์ร้อนทีละนิด ๆ บางครั้งอาจไม่รู้สึกตัว ความเครียด เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก หนุ่มสาว ผู้ใหญ่ กระทั่งวัยชรา ความเครียดทำลายทั้งร่างกายและจิตใจ เหมาะไหม้คุกรุ่นอยู่ภายใน บางครั้งหาสาเหตุไม่ได้ แต่ความเครียด เยี่ยวยาได้ เพราะความเครียดเกิดจากอารมณ์ และอารมณ์เกิดจากความคิด

จะเยียวยาความเครียด ต้องกลับไปดูอารมณ์อันเป็นอาหารของความคิด โรคภัยได้เจ็บทางกาย เกิดจากสิ่งที่เรากินเข้าไป กินสิ่งใดก็จะได้รับผลจากสิ่งนั้น กินสิ่งดีมีประโยชน์ ร่างกายก็แข็งแรง ดื่มกินของมึนเมาให้โทษ ร่างกายก็เมาและเกิดโทษทันทีบ้าง สะสมไว้ให้โทษในภายหลังบ้าง แม้จิตใจของเราก็เช่นกัน อารมณ์ร้ายที่สะสมไว้ทีละนิดวันละน้อย จะทำให้เรารู้สึกเครียดได้ เพราะฉะนั้น จึงต้องหาสาเหตุว่า


ความเครียดเกิดจากอะไร
พุทธวิธีคลายเครียดควรจะปฏิบัติอย่างไร


ความเครียดเกิดจากอะไร ?

ในที่นี้จะกล่าวสั้น ๆ ถึงสาเหตุให้เกิดความเครียดคือเครียดเพราะอารมณ์สุดโต่ง เช่น รักมาก โลภมาก โกรธมาก เกลียดมาก หลงมาก อิจฉามาก ริษยามาก นินทามาก จำเป็นต้องปรับความสมดุลของอารมณ์ คือเมื่อรู้ว่ารักมากเกินไป ก็ต้องปรับระดับความรักลงมา บางทีแม้รักลูกหลาน รักสัตว์เลี้ยง ก็ทำให้เครียดได้ เพราะเมื่อรักหวงเมื่อรักสิ่งใดก็จะห่วงสิ่งนั้น เมื่อห่วงมากเข้าก็จะหลงไหล เมื่อหลงไหลมาก ๆ เหตุผลก็จะไม่เพียงพอ จะมีแต่อารมณ์ปกป้อง แม้เห็นว่าผิดก็ยังเข้าข้างผิด ความรู้สึกอย่างนี้มิใช่ทำให้เราคนเดียวเครียด แต่จำทำให้คนอื่น ๆ เครียดตามไปด้วย อารมณ์โลภ โกรธ เกรียด อิจฉา ริษยา ก็มีลักษณะไม่ต่างกัน

เครียดเพราะความคิดที่เป็นพิษ เช่น คิดว่าตนถูกใส่ร้าย คิดว่าตนถูกกลั่นแกล้ง คิดว่าตนไม่สมหวัง คิดว่าเราต้องเอาชนะคนนั้นให้ได้ เราแพ้ไม่ได้ ความคิดเช่นนี้ จะทำให้เรามีปมด้อยในชีวิต มนุษย์เรามี 2 ปม คือปมเขื่อง กับปมด้อย ปมเขื่อง คือการสร้างความรู้สึกเข้าข้างตนว่า ตนดีกว่า เด่นกว่า ดังกว่า สวยกว่า มีความรู้ความสามารถมากกว่า มียศสูงกว่า มีบริวารสมบัติเงินทางมากกว่า ปมด้อย ก็จะมีนัยตรงกันข้าม ทั้ง 2 ปมนี้ จะทำให้มนุษย์เรามีความเครียด เรียกว่าถูกโลกธรรมอำพรางความจริง คือถูก นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ ครอบงก กระทั่งไม่ได้สติ นี่คือสาเหตุของความเครียด ที่เกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด ขอให้เราตั้งสติพิจารณาให้ดี. เมื่อปมทั้ง 2 แทรกเข้าในจิตใจใคร ผู้นั้นจะเกิดความรู้สึกอ่อนไหวได้ง่าย เช่น ถูกสรรเสริญเยินยอก็หลง หรือถูกนินทาใส่ร้ายก็กลัดกลุ้ม ไม่มีปัญญาผ่องใสพอที่จะวินิจฉัยปัญหาใด ๆ ได้ นี่คือสาเหตุข้อหนึ่งที่ทำให้เกิดความเครียด

เครียดเพราะปากท้อง ซึ่งเป็นปกติของคน เพราะมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา ก็ล้วนมีปัญหาเดียวกันคือปากท้อง ความเป็นอยู่ คนที่ไม่มีจะกินก็ทุกข์เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะหาอาหารที่ไหนมาใส่ท้อง ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะนอนที่ใด ส่วนคนมีกินแล้ว มีที่อยู่ปลอดภัยแล้วก็กังวลเป็นทุกข์ถูกปล้นจี้ ถูกขโมย ถูกเอาเปรียบ

สุดท้าย ก็ทำให้เกิดเรื่องการต่อสู้แย่งชิง ทั้งทางทิฐิคือความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และทางสมบัติยศศักดิ์ เรื่องเหล่านี้ทำให้คนเราแม้จะนอนในคฤหาสถ์หลังใหญ่ก็ยังกลัดกลุ้มรุ่มร้อน แม้จะนั่งรถหรู มีคนคุ้มกันรอบด้าน ก็ยังไม่รู้สึกปลอดภัย กลายเป็นคนรู้สึกว่าตนมีปมในชีวิตตลอดเวลา นี่แลคือสาเหตุหลักของความเครียด ของคนที่มีอยู่มีกินแล้ว แต่ต้องมาเครียดเพราะทิฐิมานะการต่อสู้ทางความคิด
ในเรื่องปากท้องนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแนะให้แก้ปัญหาปากด้วยการ “ปลุกกินทำกิน” ก่อน คือยุติการซื้อกิน ส่วนซื้อให้ก็เลือกซื้อเฉพาะที่จะเป็น การปลูกกินทำกินมีผลดียิ่งต่อชีวิตคือ ทำให้ไม่ต้องกินของมีพิษ พระเจ้าอยู่หัวทรงสอนไม่ให้ “รับจ้างซื้อกิน” นั่นคือทรงแก้ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง ให้ดำเนินวิถีชีวิตอย่างเรียบง่าย ผลดีคือทกให้ “ชีวิตติดดิน”

ปกติร่างกายมนุษย์เกิดจากธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อชีวิตสัมผัสดิน น้ำ ลม ไฟ ไออุ่นตลอดเวลา ร่างกายก็จะแข็งแรง ความเครียดก็จะถูกธรรมชาติเหล่านี้ดูดซึมไป ไม่ปล่อยให้เป็นสารตกค้างทางอารมณ์ เช่น ถูกทะเล ถูกภูเขา ถูกดอกไม้ต่าง ๆ สลายความเครียด แปลว่า ถ้าไม่อยากเครียด ต้องติดดิน และอย่าทิ้งดิน เพราะของดีทุกอย่างอยู่ที่ดิน เมื่อติดดิน จึงจะได้พบของดี
ส่วนพวกเครียดเพราะความคิดนั้น จะต้องหายาพิเศษรักษา นั้นคือ ยาปรับความสมดุลระหว่างความคิดและอารมณ์ ให้สามารถไปกันได้ ไม่ปล่อยให้อารมณ์มีอำนาจข่มเหงใจ หรือปล่อยให้ใจเหี่ยวแห้งหมดกำลังดังจะได้กล่าวต่อไป


วิธีคลายเครียดด้วยสมาธิ
สมาธิคือการทำใจและอารมณ์ให้นิ่ง ใจเหมือนแก้ว ส่วนอารมณ์เหมือนน้ำ ใจว้าวุ่น เหมือนแก้วน้ำถูกเขย่า อารมณ์ขุ่นมัว เหมือนน้ำสกปรก เราต้องทำใจให้นิ่ง เพื่อให้อารมณ์ตกตะกอน เหมือนวางแก้วให้นิ่ง เพื่อให้น้ำในแก้วนิ่งแล้วตกตะกอน เมื่ออารมณ์ขุ่นตกตะกอนเราจะได้เห็นระดับความใสของน้ำ เริ่มตั้งแต่ชอบปากแก้วลงมาจนถึงก้นแก้วว่าแตกต่างกัน เมื่อใสก็จะมองเห็นตะกอนที่หยาบและละเอียดปัญหาที่เราแก้ไม่ได้ มองไม่เห็น เมื่อใจนิ่งอารมณ์เย็น ก็จะเปิดออกมาให้เราเห็นปม

เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า คนไม่เคยทำสมาธิเลย พอวันนั่งทัดนั่งนิ่งตัวตรงทำให้ให้สบาย ๆ หายใจให้ลึกยาวเพียงไม่กี่นาที ปัญหาต่าง ๆ ที่ติดขัดก็เรียงลำดับออกมาเป็น 1,2,3,4,5 ให้เรามองเห็นว่าสิ่งไหนทับซ้อนสิ่งไหนอยู่ แล้วเราก็ค่อย ๆ แก้ปัญหาตามลำดับยากง่าย โดยปกติถ้าใจขุ่นมัว ปัญหาต่าง ๆ จะมั่วทับซ้อนกันไม่ให้เงื่อนปม คนส่วนใหญ่จึงหลงไปแก้ปัญหาที่ถูกปัญหาหญ้าปากคอกทับเอาไว้ ไปแก้ปัญหาที่ยังไม่เป็นปัญหา ยิ่งแก้ก็ยิ่งเครียดหนัก เพราะแก้ไม่ได้ แก้ปัญหานี้กลับไปเกิดปัญหาใหม่ให้เครียดไม่สิ้นสุด

ทางที่ดี ขอเชิญชวนให้ศึกษาวิธีคลายเครียดโดยไม่ต้องกินยานั่นคือ อาบน้ำ รับประทานอาหารเบา ๆ ใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ นั่งให้สบายผ่อนคลายอารมณ์ที่ห้องพระ หรือระเบียงบ้างก็ได้ หรือใต้ต้นไม้ใหญ่ตามความเหมาะสม แล้วกำหนดดูลมหายใจเข้า-ออกให้ลึก-ยาวติดต่อกันตลอดเวลา ประมาณ 30 นาที อารมณ์จะตกตะกอน แล้วจะมองเห็นปัญหาเป็นลำดับชั้น ตั้งแต่ปัญหาที่ยากที่สุด จนถึงง่ายที่สุด วางเรียงลำดับไว้ให้เรา พูดไปก็เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ แต่ทุกคนจะพบความจริงอย่างเดียวกัน เพราะนี่คือวิธีธรรมชาติที่สุด จิตกับอารมณ์ก็ไม่ต่างอะไรจากแก้วกับน้ำ ต้องนิ่งจึงจะมองเห็นปมคลายเครียด



วิธีกำจัดความเครียดด้วยปัญญา

ต่อไปนี้จะเป็นการนำเสนอวิธีกำจัดความเครียด ต่อจาวิธีคลายเครียด การคลายเครียด เป็นเพียงวิธีบรรเทาเบื้องต้น เหมือนรับประทานยาบรรเทาปวด ทายาคลายกล้ามเนื้อ ยังมิใช้ยารักษาให้หายขาดแต่ธรรมะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มิใช่เพื่อบรรเทาหากแต่เพื่อกำจัดเด็ดขาด ในที่นี้ข้าพเจ้าขอนำเสนอวิธีการง่าย ๆ ดังนี้


วิธีที่ 1 กล้าเผชิญความจริง
ความเครียดทั้งปวงเกิดจากความวิตกกังวล คนเราจะวิตกกังวลทุกอย่าง เมื่อความจริงยังไม่ปรากฏ ต่อเมื่อความจริงปรากฏเสียแล้วปัญญาก็เกิดเอง ยกตัวอย่างนักกีฬา ก่อนแข่งขันก็วิตกกังวลเกรงจะแพ้แต่เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น คือเผชิญความจริงแล้ว สติปัญญาที่จะแก้ปัญหาก็มาเอง แรงผลักในการต่อสู้ การแก้ปัญหาก็ตามมา ยิ่งกับคนที่ต้องดูแลคนป่วยหนัก หากไม่มีกำลังใจพอจะยิ่งเครียดไม่มีทางออก วิตกกังวลไปสาระพัดอย่าง ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งกล้าเผชิญความจริง คนเฝ้าป่วยอาจหมดแรงก่อนคนป่วยจริง โดยเฉพาะทรงสอนเรื่อง “ทุกข์” มิใช่สอนเรื่อง “สุข” ทรงนำเสนอความทุกข์ประเภทต่าง ๆ เช่น ทรงสอนวิธีหาเหตุแห่งทุกนั้นว่ามาจากความทะยานอยาก

จากนั้น จึงทรงแสดงความดับทุกข์ เหมือนเราดับไฟที่ลุกโชนเผาไหม้สิ่งต่าง ๆ อยู่ เมื่อไฟดับความร้อนก็หายไป ความเย็นก็ปรากฏ จากนั้น ทรงแสดงทางสายกลาง คือการไม่ทำอะไรสุดโต่ง หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “ความสมดุลในการดำรงชีวิต” อันเป็นเหตุให้เกิดความสุข


วิธีที่ 2 เข้าใจเรื่องอารมณ์ของตนและของคน (จริต 6)
น่าคิดเป็นอย่างยิ่งว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสแสดงความแตกต่างของคนที่จริต ทรงแสดงว่า คนเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน ก็เพราะชอบไม่เหมือนกัน พฤติกรรมไม่เหมือนกัน ท่านเรียกว่า จริต.
คนเหมือนกัน แต่ถ้าจริงต่างกัน ก็จะมีอารมณ์ต่างกัน ความต่างกันของอารมณ์นี่เอง ที่ทำให้มนุษย์เราคิดต่างกัน และเกิดความขัดแย้งกันตลอดเวลา กระทั่งนำความเครียดมาให้เรา ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้พฤติกรรมของคนใน จริต 6 คือ

คนบางคนรักสวยรักงาม ชอบแต่งตัว ชอบประดิษฐ์ ทำงานช้าแต่ละเอียด คนประเภทนี้ท่านเรียกว่า คนราคจริต

คนบางคนใจร้อน หงุดหงิด ชอบแสดงอำนาจเป็นนิสัย ทำอะไรเร็ว พูดเร็ว ไม่สนใจเรื่องละเอียด ชอบหลักการมากกว่ารายละเอียด คนประเภทนี้ท่านเรียกว่า คนโทสจริต

บางคนชอบแสดงว่าตนไม่รู้อะไรไว้ก่อน เพราะปลอดภัยเพราะกลัวผิด กลัวถูกตำหนิ กลัวถูกใช้งาน การไม่รู้คือไม่ต้องทำ เมื่อไม่ทำก็ไม่ผิด ท่านเรียกว่าคนพวกนี้ว่า คนโมหจริต

บางคนเชื่อง่าย ชื่นชมอะไรง่าย ๆ โดยไม่พิจารณา หรือตำหนิง่าย ๆ แล้วกลับชื่นชมอีกเมื่อคนอื่นชื่นชม แปลว่ากลับคำได้ง่าย ทำตามคนอื่น ไม่มีจุดคิดของตนเอง เรียกว่าคนสัทธาจริต

บางคนชอบคิด ขอบแสดงเหตุผล ชอบศึกษาเรียนรู้ ชอบหาความจริงของเรื่องนั้น ๆ นิสัย ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ จนกว่าจะเห็นได้ปัญญาของตน ท่านเรียกว่า คนพุทธิจริต

บาคนชอบจับจดฟุ้งซ่าน ชอบบ่น จู้จี้จุกจิก ทำงานแบบหยิบโหย่ง ไม่จับอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ชอบเป็นผู้ตามมากกว่าผู้นำ คิดมาก กังวลมาก ท่านเรียกว่า คนวิตกจริต
จำง่าย ๆ ว่า คนทั้ง 6 ประเภทนี้คือ คนราคจริต, โทสจริต,โมหจริต,สัทธาจริต, พุทธิจริต และวิตก

จริต เป็นลักษณะพฤติกรรมของคนที่เราต้องเรียนรู้เขาให้เข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วก็จะไม่เครียด


วิธีที่ 3 ไม่คาดหวัง แต่พิจารณาความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง
ความเครียดอย่างหนึ่งมีเกิดจากความคาดหวัง เป็นธรรมดาที่มนุษย์ทำอะไรมักหวังผลตอบสนอง เมื่อลงทุนก้หวังกำไร ไม่มีใครหวังขาดทุน แม้แต่บุญยังหวังผลบุญ เมื่อวหวังจึงมีทั้งสมหวังและผิดหวังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้คนรู้จักหลักความจริง 3 ข้อ คือความเปลี่ยนแปลง, ความทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และความที่เราไม่อาจยึดสิ่งใด ๆ ไว้ในอำนาจได้ตลอดไป หรือที่รู้กันในวงการชาวพุทธว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” อันเป็นหลักธรรมใหม่ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า เป็นลักษณะที่ใช้ได้กับสรรพสิ่งในจักรวาฬ, ขอให้เราตั้งใจไว้ว่าข้อนี้มีความสำคัญมากต่อการคลายเครียดหรือกำจัดความเครียด นั่นคือหมั่นพิจารณาสรรพสิ่งที่เราเผชิญว่า

“ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป”

“สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง และเปลี่ยนไปเหมือนสายน้ำ”

“ชีวิตมีได้มีเสียเสมอ การเสียบางอย่าง ก็เพื่อให้ได้บางอย่างมา”

“ไม่มีใครได้ตลอด แก้วที่เต็มน้ำแล้วจะรับน้ำใหม่ไม่ได้ เราหัดทำชีวิตให้พร่องบ้างก็ดีเพื่อรองรับสิ่งใหม่”

“การยอมให้คนอื่นมีกำไรในชีวิตบ้าง บางครั้งก็เป็นอุบายสำคัญในการประคองให้สมดุล”

“สิ่งที่ดีที่สุดไม่มี มีแต่สิ่งที่ดีพอสมควร”

“อย่าแสวงหาคนดีที่สุดในชีวิต ท่านจะหาอะไรไม่ได้เลย”

“ผู้หาคนที่สมบูรณ์ที่สุดมาเป็นเพื่อน จะหาใครเป็นเพื่อนไม่ได้แม้แต่คนเดียว”


วิธีที่ 4 ปิด-เปิดประตูรับรู้ให้เป็นเวลา
โลกยุคเทคโนโลยี ทำให้มนุษย์ตั้งแต่เด็กคนถึงผู้ใหญ่ ไม่มีเวลาพักผ่อนที่แท้จริง ไม่ได้พักผ่อนกับธรรมชาติ เช่น ทะเล ภูเขา หรือตามประสาพ่อแม่ลูก หากแต่พักผ่อนกับเกม, อยู่กับเทคโนโลยี บางทีกลับเครียดหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่า, บางครั้งถึงเวลานอนกลับไม่นอน ไปนอนเวลาทำงาน หรือเวลาเรียน โดยเฉพาะอุปกรณ์ชิ้นใหม่ที่เรียกว่า Internet ทำให้ผู้ควบคุมตนเองไม่ได้ ต้องหมดมุ่นอยู่กับข้อมูลโดยไม่ได้ความรู้ใด ๆ ดูเหมือนรู้มาก แต่ไม่เข้าใจอะไรเลย ดูเหมือนย่อโลกไว้ในห้องนอน ไว้ในกำมือ แต่ความจริงคือกำลังหลงโลก หลงทาง

ดูตัวอย่างที่บางคนคุยของปลอม พูดกับคนปลอมมากกว่าพ่อแม่ ญาติพี่น้องของตนเอง สุดท้ายก็ไม่มีปัญญาจะจัดการกับคนที่มีชีวิตจริง ๆ ได้ โลกยิ่งทันสมัย ดูเหมือนมนุษย์ยิ่งอยู่ไกลความจริง. เราจำเป็นต้องอยู่กับความจริง กล้าเผชิญความจริงของชีวิต เราจึงจะพบของจริง ความจริงเท่านั้นที่ทำให้มนุษย์มีปัญญาอันงดงาม สดใส และเฉียบคมได้

ในข้อนี้น่าจะเป็นเรื่องทันสมัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงสอนให้รู้จักผัสสะคือรสชาติแห่งการรับสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่หลง และที่สำคัญ มีสติปิด-เปิดเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม เหมือนอยู่ในที่ประชุม หรือชุมชน หรือเวลานอน เป็นต้น โลกยุคใหม่อาจมองดูเหมือนโก้เก๋ทันสมัย แต่แท้จริงแล้วนั่นคือสายใยที่ต่อท่อความเครียดเข้าถึงใต้หมอน หากไม่รู้จักปิด-เปิด

วิธีที่ 5 คนส่วนมากเครียดเรื่องของคนอื่น มิใช่เรื่องของตน
ยิ่งโลกทันสมัยเท่าใด คำพูดของคนก็ยิ่งนำความทุกข์มาให้ง่ายเท่านั้น. โดยธรรมชาติ คนเรามักเป็นทุกข์เพราะเรื่องคนอื่น เรื่องของตนมีน้อย เช่นนำเรื่องนอกบ้านมาถกเถียงกันภายในบ้าน กระทั่งเกิดการทะเลาะวิวาท ทั้ง ๆ ที่ตนก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เพียงแต่ต่อสู้เอาชนะกันทางทิฐิมานะ หรือเหตุผลเท่านั้นเอง มองดูอาจเป็นการแสดงภูมิปัญญา แต่บางครั้ง เราต้องให้รู้เท่านั้นเอง มองดูอาจอาจเป็นการแสดงภูมปัญญา แต่บางครั้งเราต้องให้รู้เท่าทันว่า เรื่องของคนอื่น ที่ไม่ใช่เรื่องส่วนรวม เราควรทิ้งไว้นอกประตูบ้าน ไม่นำขยะความคิดใด ๆ เข้าบ้านของเราเองการนำไฟในออก นำไฟนอกเข้ามาบ้าน คือปัญหาที่สังคมแก้ไม่ตก บ้านใดเรือนใด ครอบครัวใด ฉลาดเรื่องไฟ ก็จะไม่ถูกไฟเผาไหม้ให้ร้อนรน

วิธีที่ 6 ฝึกแผ่เมตตา นึกถึงกฎแห่งกรรมมากกว่ากฎหมาย
ขั้นตอนสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ เมื่อเครียดให้นึกถึงกฎแห่งกรรมที่มีอำนาจยิ่งใหญ่กว่ากฎหมาย เราเห็นปัญหาบางอย่างแก้ด้วยกฎหมายไม่ได้ แต่แก้ด้วยกาลเวลาได้ นั่นคือปล่อยไว้ให้กฎแห่งธรรมชาติจัดการกับปัญหานั้น นั่นหมายความว่า เป็นเรื่องที่เราได้พยายามแก้เต็มสติปัญญาของเราแล้ว แต่แก้ไขไม่ได้ ฉะนั้น ขอให้เรานักแก้ปัญหาทุกคนอย่าเครียดกับปัญหาบางอย่างที่แก้ไม่ได้ ทุกอย่างมีเหตุผลในตัวเสมอ เราต้องยอมรับกฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ คิดดูเถิดปัญหาชีวิตเรา บางครั้งยังต้องแก้กันข้ามภพข้ามชาตินับประสาอะไรกับปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันที่เราจะไปแก้คนนั้นแก้คนนี้
ในทางพระพุทธศาสนา ทรงสอนให้รู้จักผ่อนคลายด้วยการนึกถึงกฎแห่งกรรม นึกว่า สัตว์โลกมีกรรมเป็นของ ๆ ตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ไม่ว่าจะทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่ว ก็จักได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป ไม่มีเปลี่ยนแปลง คิดได้อย่างนี้แล้ว สบายใจ

วิธีที่ 7 นึกถึงธรรมชาติที่เหมือนกันของสัตว์ทั้งหลาย
นี่คือวิธีกำจัดความเครียดขั้นสุดท้าย นั่นคือ มองให้เห็นความเสมอกันระหว่างสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งคนอื่นและตัวเราเองว่า ต้องเผชิญความลำบากในสังสารวัฏเหมือนกัน ต้องอยู่ในครรภ์ ต้องกินอาหาร ต้องดูแลขันธ์ 5 ต้องถูกโรคภัยเบียดเบียน แต่แก่ ต้องเจ็บ และสุดท้าย “สัตว์ทั้งหลายต้องตาย” ทกคนต้องตาย ความตายเป็นปลายทางของชีวิตเหมือนกันหมด ไม่ว่าผู้นั้นจะยากดีมีจนอย่างไร เขาและเราก็ไม่ต่างอะไรกัน เราไม่ต้องเครียดเพราะน้อยใจไปอิจฉาเขา ไม่ต้องเครียดไปโกรธเขา หากแต่มองให้เห็นปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตเขาเหมือนกันกับเรา

จริงอยู่แม้จะเป็นเรื่องทำได้ยาก หากเราตกอยู่ในภาวะถูกเอารัดเอาเปรียบมาก ๆ แต่ก็ต้องคิดเรื่องอย่างนี้ไว้บ้าง เพราะสิ่งที่ทำได้ยากเมื่อเราทำได้ เราจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ทางด้านจิตใจโดยตรง ด้วยเหตุนี้เอง สามเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงสอนให้เจริญมรณสติกรรมฐานเป็นประจำ มองให้เห็นว่า ตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ เศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดก็ไม่มีใครเอาสิ่งใดไปด้วย แม้คนที่รักที่สุดคือบุตรธิดา ภรรยาญาติก็ต้องทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่มีใครชวนใครไปอยู่ด้วย แม้ชวนก็ไม่มีใครไปด้วย แม้จะรักกันเพียงใดก็ตาม ถ้าเราคิดอย่างนี้บ้าง ชีวิตก็จะหายเครียดได้ในพริบตา


พุทธวิธีคลายเครียด โดย พระศรีญาณโสภณ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก กรุงเทพมหานคร
หลักพิชิตความเครียด


ระดับความใสของน้ำ เริ่มตั้งแต่ชอบปากแก้วลงมาจนถึงก้นแก้วว่าแตกต่างกัน เมื่อใสก็จะมองเห็นตะกอนที่หยาบและละเอียดปัญหาที่เราแก้ไม่ได้ มองไม่เห็น เมื่อใจนิ่งอารมณ์เย็น ก็จะเปิดออกมาให้เราเห็นปม

เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า คนไม่เคยทำสมาธิเลย พอวันนั่งทัดนั่งนิ่งตัวตรงทำให้ให้สบาย ๆ หายใจให้ลึกยาวเพียงไม่กี่นาที ปัญหาต่าง ๆ ที่ติดขัดก็เรียงลำดับออกมาเป็น 1,2,3,4,5 ให้เรามองเห็นว่าสิ่งไหนทับซ้อนสิ่งไหนอยู่ แล้วเราก็ค่อย ๆ แก้ปัญหาตามลำดับยากง่าย โดยปกติถ้าใจขุ่นมัว ปัญหาต่าง ๆ จะมั่วทับซ้อนกันไม่ให้เงื่อนปม คนส่วนใหญ่จึงหลงไปแก้ปัญหาที่ถูกปัญหาหญ้าปากคอกทับเอาไว้ ไปแก้ปัญหาที่ยังไม่เป็นปัญหา ยิ่งแก้ก็ยิ่งเครียดหนัก เพราะแก้ไม่ได้ แก้ปัญหานี้กลับไปเกิดปัญหาใหม่ให้เครียดไม่สิ้นสุด

ทางที่ดี ขอเชิญชวนให้ศึกษาวิธีคลายเครียดโดยไม่ต้องกินยานั่นคือ อาบน้ำ รับประทานอาหารเบา ๆ ใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ นั่งให้สบายผ่อนคลายอารมณ์ที่ห้องพระ หรือระเบียงบ้างก็ได้ หรือใต้ต้นไม้ใหญ่ตามความเหมาะสม แล้วกำหนดดูลมหายใจเข้า-ออกให้ลึก-ยาวติดต่อกันตลอดเวลา ประมาณ 30 นาที อารมณ์จะตกตะกอน แล้วจะมองเห็นปัญหาเป็นลำดับชั้น ตั้งแต่ปัญหาที่ยากที่สุด จนถึงง่ายที่สุด วางเรียงลำดับไว้ให้เรา พูดไปก็เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ แต่ทุกคนจะพบความจริงอย่างเดียวกัน เพราะนี่คือวิธีธรรมชาติที่สุด จิตกับอารมณ์ก็ไม่ต่างอะไรจากแก้วกับน้ำ ต้องนิ่งจึงจะมองเห็นปมคลายเครียด
วิธีกำจัดความเครียดด้วยปัญญา

ต่อไปนี้จะเป็นการนำเสนอวิธีกำจัดความเครียด ต่อจาวิธีคลายเครียด การคลายเครียด เป็นเพียงวิธีบรรเทาเบื้องต้น เหมือนรับประทานยาบรรเทาปวด ทายาคลายกล้ามเนื้อ ยังมิใช้ยารักษาให้หายขาดแต่ธรรมะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มิใช่เพื่อบรรเทาหากแต่เพื่อกำจัดเด็ดขาด ในที่นี้ข้าพเจ้าขอนำเสนอวิธีการง่าย ๆ ดังนี้

วิธีที่ 1 กล้าเผชิญความจริง
ความเครียดทั้งปวงเกิดจากความวิตกกังวล คนเราจะวิตกกังวลทุกอย่าง เมื่อความจริงยังไม่ปรากฏ ต่อเมื่อความจริงปรากฏเสียแล้วปัญญาก็เกิดเอง ยกตัวอย่างนักกีฬา ก่อนแข่งขันก็วิตกกังวลเกรงจะแพ้แต่เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น คือเผชิญความจริงแล้ว สติปัญญาที่จะแก้ปัญหาก็มาเอง แรงผลักในการต่อสู้ การแก้ปัญหาก็ตามมา ยิ่งกับคนที่ต้องดูแลคนป่วยหนัก หากไม่มีกำลังใจพอจะยิ่งเครียดไม่มีทางออก วิตกกังวลไปสาระพัดอย่าง ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งกล้าเผชิญความจริง คนเฝ้าป่วยอาจหมดแรงก่อนคนป่วยจริง โดยเฉพาะทรงสอนเรื่อง “ทุกข์” มิใช่สอนเรื่อง “สุข” ทรงนำเสนอความทุกข์ประเภทต่าง ๆ เช่น ทรงสอนวิธีหาเหตุแห่งทุกนั้นว่ามาจากความทะยานอยาก

จากนั้น จึงทรงแสดงความดับทุกข์ เหมือนเราดับไฟที่ลุกโชนเผาไหม้สิ่งต่าง ๆ อยู่ เมื่อไฟดับความร้อนก็หายไป ความเย็นก็ปรากฏ จากนั้น ทรงแสดงทางสายกลาง คือการไม่ทำอะไรสุดโต่ง หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “ความสมดุลในการดำรงชีวิต” อันเป็นเหตุให้เกิดความสุข


วิธีที่ 2 เข้าใจเรื่องอารมณ์ของตนและของคน (จริต 6)
น่าคิดเป็นอย่างยิ่งว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสแสดงความแตกต่างของคนที่จริต ทรงแสดงว่า คนเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน ก็เพราะชอบไม่เหมือนกัน พฤติกรรมไม่เหมือนกัน ท่านเรียกว่า จริต.
คนเหมือนกัน แต่ถ้าจริงต่างกัน ก็จะมีอารมณ์ต่างกัน ความต่างกันของอารมณ์นี่เอง ที่ทำให้มนุษย์เราคิดต่างกัน และเกิดความขัดแย้งกันตลอดเวลา กระทั่งนำความเครียดมาให้เรา ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้พฤติกรรมของคนใน จริต 6 คือ

คนบางคนรักสวยรักงาม ชอบแต่งตัว ชอบประดิษฐ์ ทำงานช้าแต่ละเอียด คนประเภทนี้ท่านเรียกว่า คนราคจริต

คนบางคนใจร้อน หงุดหงิด ชอบแสดงอำนาจเป็นนิสัย ทำอะไรเร็ว พูดเร็ว ไม่สนใจเรื่องละเอียด ชอบหลักการมากกว่ารายละเอียด คนประเภทนี้ท่านเรียกว่า คนโทสจริต

บางคนชอบแสดงว่าตนไม่รู้อะไรไว้ก่อน เพราะปลอดภัยเพราะกลัวผิด กลัวถูกตำหนิ กลัวถูกใช้งาน การไม่รู้คือไม่ต้องทำ เมื่อไม่ทำก็ไม่ผิด ท่านเรียกว่าคนพวกนี้ว่า คนโมหจริต

บางคนเชื่อง่าย ชื่นชมอะไรง่าย ๆ โดยไม่พิจารณา หรือตำหนิง่าย ๆ แล้วกลับชื่นชมอีกเมื่อคนอื่นชื่นชม แปลว่ากลับคำได้ง่าย ทำตามคนอื่น ไม่มีจุดคิดของตนเอง เรียกว่าคนสัทธาจริต

บางคนชอบคิด ขอบแสดงเหตุผล ชอบศึกษาเรียนรู้ ชอบหาความจริงของเรื่องนั้น ๆ นิสัย ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ จนกว่าจะเห็นได้ปัญญาของตน ท่านเรียกว่า คนพุทธิจริต

บางคนชอบจับจดฟุ้งซ่าน ชอบบ่น จู้จี้จุกจิก ทำงานแบบหยิบโหย่ง ไม่จับอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ชอบเป็นผู้ตามมากกว่าผู้นำ คิดมาก กังวลมาก ท่านเรียกว่า คนวิตกจริต

จำง่าย ๆ ว่า คนทั้ง 6 ประเภทนี้คือ คนราคจริต, โทสจริต,โมหจริต,สัทธาจริต, พุทธิจริต และวิตกจริต เป็นลักษณะพฤติกรรมของคนที่เราต้องเรียนรู้เขาให้เข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วก็จะไม่เครียด
โรคจิตเป็นความผิดปกติของจิตใจอีกแบบหนึ่งที่มีระดับความผิดปกติรุนแรงมากและรุนแรงกว่าโรคประสาท กล่าวโดยง่ายว่า คนที่เป็นโรคจิตก็คือ "คนบ้า" อาการของโรคจิตนี้อาจมีสาเหตุมาจากความบีบคั้นทางจิตใจและร่างกาย ซึ่งเป็นการปรับตัวที่ไม่ดีเป็นผลของการเรียนรู้และได้รับการกดดันอย่างรุนแรงหรือความบกพร่องของสภาพชีวเคมีของร่างกาย ลักษณะอาการที่สำคัญของโรคจิต คือ อาการหลงผิดและประสาทหลอน

โรคจิตนั้นมีหลายประการ ซึ่งจะขอยกตัวอย่างมาพอเป็นที่เข้าใจ ดังนี้

โรคจิตหวาดระแวง (Paraniod Reaction) โดยมีอาการหลงผิดคิดว่ามีคนปองร้าย คิดว่าตนเองเป็นบุคคลสำคัญที่ยิ่งใหญ่ หรือ คิดว่าตนเองเป็นโรคอย่างหนึ่งทั้ง ๆ ที่ไม่เป็นความจริง สาเหตุของโรคจิตชนิดนี้ เกิดจากเพราะเป็นคนอารมณ์อ่อนไหว ขี้ระแวงสงสัย ไม่ไว้วางใจคน อิจฉาริษยา เป็นต้น
โรคจิตคลุ้มคลั่งเศร้าหมอง(Manic - Depressive Reaction ) มักเกิดกับหญิงมากกว่าชาย ผู้ป่วยจะมีลักษณะอารมณ์ที่แปรปรวนและบิดเบือนไปมากอาการทางอารมณ์ที่แสดงออกมานั้นจะเป็นไปได้ทั้งสองแบบ คือ บางครั้งเศร้าหมองหดหู่ใจ แต่บางครั้งก็ตื่นเต้นคลุ้มคลั่ง สับเปลี่ยนกันได้เรื่อย ๆ

โรคจิตอารมณ์เศร้าในวัยต่อ (Involutional psychotic reaction) มักเกิดกับคนในช่วงวัยต่อ ระหว่างวัยกลางคนกับวัยชรา อาการที่สำคัญ คือ มีอารมณ์เศร้ามาก วิตกกังวล นอนไม่หลับ พลุ่งพล่านกระวนกระวายและหวาดกลัว

สาเหตุอาจมาจากการไม่ยอมรับความจริงตามกฎเกณฑ์ของสังคมหรือธรรมชาติ เช่น ไม่ยอมรับว่าตนเองแก่ หรือ ขาดหลักประกันแห่งชีวิต โรคจิตเหล่านี้ เมื่อสรุปแล้วก็มีสาเหตุอยู่ 3 ประการ คือ
1.พันธุกรรม ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากยีนส์ของพ่อแม่
2.ด้านอวัยวะร่างกาย เนื่องจากการทำงานที่ผิดปกติไปก็อาจจะเป็นตัวต้นเหตุที่นำไปสู่ความผิดปกติทางจิตได้ เช่น ความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นทันทีภายหลังคลอดที่เรียกว่า Postpartum reaction นั้นก็เป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและรวมทั้งความอ่อนเพลียของร่างกาย
3.ด้านจิตวิทยา ได้แก่ พื้นฐานทางอารมณ์ สติปัญญา ทัศนคติ และอื่น ๆ เช่น การขาดความสุขในการใช้ปาก การขาดพ่อแม่ เป็นต้น
4.สังคมและวัฒนธรรม โรคจิตบางประเภท เช่น โรคจิตซึมเศร้าที่ก่อให้เกิดการฆ่าตัวตายนั้นมักจะพบมากในสังคมแบบอเมริกาที่มีภาวะเศรษฐกิจเสื่อมโทรม แต่จะพบได้น้อยในสังคมของประเทศแถบตะวันออกซึ่งประชาชนเป็นชาวพุทธ

โรคจิต >>> อะไรคือโรคจิตเภท

โรคจิตเภทเป็นภาวะความเจ็บป่วยอย่างหนึ่งของมนุษย์ โดยที่ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรม ความคิด แตกต่างจากบุคคลทั่วไปอย่างมาก อาการที่พบได้ในภาวะความเจ็บป่วยของโรคนี้ ได้แก่
มองโลกผิดไปจากความเป็นจริง

ผู้ป่วยโรคจิตเภทมักมองโลกผิดไปจากความเป็นจริง ซึ่งแตกต่างจากคนทั่วๆไป ผู้ป่วยอาจจะมีอาการวิตกกังวล รู้สึกสับสน อาจจะดูเหินห่าง แยกตัวจากสังคม บางครั้งอาจนั่งนิ่งเป็นหิน ไม่เคลื่อนไหวและไม่พูดจาใดๆ เป็นชั่วโมงๆ หรืออาจเคลื่อนไหวช้า ทำอะไรช้าๆ ผู้ป่วยอาจมีพฤติกรรมแปลกๆ อยู่ตลอดเวลา

ประสาทหลอน
ผู้ป่วยอาจคิดว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ความจริงไม่มีสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น เช่น ได้ยินเสียงคนมาสั่งให้ตนทำโน่นทำนี่ ได้ยินคนมาพูดคุยกับตน มาเตือน หรือมาตำหนิในเรื่องต่างๆ ทั้งๆ ที่ความจริงไม่มีคนพูดหรือไม่มีต้นกำเนิดเสียงเหล่านี้เลย ซึ่งเราเรียกอาการนี้ว่า "หูแว่ว" ผู้ป่วยบางคนอาจมองเห็นคน ผี หรือสิ่งของต่างๆ
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีสิ่งเหล่านี้และไม่มีใครเห็นเหมือนผู้ป่วย เราเรียกอาการนี้ว่า "เห็นภาพหลอน"

ความคิดหลงผิด
ความคิดหลงผิดเป็นความเชื่อของผู้ป่วยที่ผิดไปจากความเป็นจริงและไม่ได้เป็นความเชื่อในวัฒนธรรมของผู้ป่วย ซึ่งความคิดหลงผิดในผู้ป่วยจิตเภทนี้มักจะแปลกประหลาดมาก เช่น เชื่อว่าพฤติกรรมของเขาหรือของคนอื่นๆถูกบังคับให้เป็นไปด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากต่างดาว เชื่อว่าความคิดของตนแพร่กระจายออกไปให้คนอื่นๆที่ไม่รู้จักรับรู้ได้ว่าตนคิดอะไรอยู่ หรือเชื่อว่าวิทยุหรือโทรทัศน์ต่างก็พูดถึงตัวผู้ป่วยทั้งๆที่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น
ความคิดผิดปกติ

ผู้ป่วยจะไม่สามารถคิดแบบมีเหตุมีผลได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยพูดคุยกับคนอื่นไม่ค่อยเข้าใจ เมื่อคนอื่นคุยกับผู้ป่วยไม่ค่อยเข้าใจก็มักจะไม่ค่อยคุยด้วย ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยถูกแยกให้อยู่คนเดียว


การแสดงอารมณ์ไม่เหมาะสม
ผู้ป่วยมักจะแสดงอารมณ์ไม่เหมาะสมกับเรื่องที่กำลังพูด เช่น พูดว่าตนกำลังถูกปองร้ายจะถูกเอาชีวิต ซึ่งขณะพูดก็หัวเราะอย่างตลกขบขัน (โดยไม่ใช่คนปกติที่ต้องการทำมุขตลก)
พบได้บ่อยเช่นกันที่ผู้ป่วยจิตเภทจะไม่ค่อยแสดงสีหน้า หรือความรู้สึกใดๆ รวมทั้งการพูดจาก็จะใช้เสียงระดับเดียวกันตลอด ไม่แสดงน้ำเสียงใดๆ (monotone)
ซึ่งอาการของผู้ป่วยจิตเภทนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื้อรัง มีบ้างในบางคนที่มีอาการเพียงช่วงเวลาสั้นๆและสามารถหายเป็นปกติได้ แต่ก็มักต้องการการรักษาที่ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเหมือนๆ กัน
ในเรื่องของการฆ่าตัวตาย

การฆ่าตัวตายเป็นเรื่องที่เป็นอันตรายมากสำหรับผู้ป่วยจิตเภท ถ้าผู้ป่วยพยายามฆ่าตัวตายหรือมีการวางแผนที่จะทำอย่างนั้นควรจะต้องให้การช่วยเหลืออย่างรีบด่วน เพราะผู้ป่วยจิตเภทมีการฆ่าตัวตายสูง


โรคจิต >>> อะไรเป็นสาเหตุของโรคจิตเภท

ในปัจจุบันยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงของโรคจิตเภท ดูเหมือนว่ากรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อมจะมีอิทธิพลต่อการเกิดโรคนี้พอๆกัน นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ตรงไปตรงมาว่ายีนส์อะไร สารเคมีตัวไหน หรือความเครียดแบบใดที่เป็นสาเหตุของโรคจิตเภทนี้โดยตรง

โรคจิต >>> การรักษาโรคจิตเภท
มีวิธีการรักษาที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยผู้ป่วยจิตเภทนี้หลายวิธี

1.ยาต้านโรคจิต
ยาต้านโรคจิตได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเมื่อประมาณ 40 กว่าปีก่อน ซึ่งช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเภทได้มาก ทีเดียวในการลดอาการที่ป่วยอยู่ และช่วยให้กลับมาทำงานได้เกือบเหมือนเดิม แต่ยาก็ยังไม่สามารถรักษาผู้ป่วยจิตเภทให้หายขาดได้ หรือไม่สามารถรับประกันได้ว่าอาการของโรคจะกำเริบกลับมาเป็นใหม่อีกตัวยาและขนาดของยาจะต้องสั่งโดยแพทย์ผู้ชำนาญเท่านั้น

จะต้องกินยาต้านโรคจิตไปนานเท่าไร
เป็นคำถามที่ผู้ป่วยและญาติจะถามบ่อยมาก
พบว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วยจิตเภทถ้าไม่ได้รับยาต่อเนื่องมักมีอาการกลับเป็นซ้ำของโรคอีก เ
แก้ไขล่าสุด: 3 ปี, 5 เดือน ที่ผ่านมา โดย admin.
  • หน้าที่:
  • 1
ใช้เวลาในการร่างหน้านี้: 0.41 วินาที
ดาวน์โหลด
500 - View not found [name, type, prefix]: category, php, contentView
500 - View not found [name, type, prefix]: category, php, contentView

You may not be able to visit this page because of:

  1. an out-of-date bookmark/favourite
  2. a search engine that has an out-of-date listing for this site
  3. a mistyped address
  4. you have no access to this page
  5. The requested resource was not found.
  6. An error has occurred while processing your request.

Please try one of the following pages:

If difficulties persist, please contact the System Administrator of this site and report the error below..

View not found [name, type, prefix]: category, php, contentView